ลองจินตนาการถึงเด็กคนหนึ่งที่ต้องเดินออกจากห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล ทิ้งแม่ไว้เบื้องหลังเพราะหมดเวลาเยี่ยม… วันต่อมา โรงพยาบาลโทรหาพ่อของเธอเพื่อแจ้งข่าวร้ายสั้น ๆ ว่า “แม่จากไปแล้ว” เด็กน้อยถามด้วยความไร้เดียงสาปนสับสนว่า “แม่ไปไหน?” หลังจากนั้นความเศร้า ความโกรธ และความโดดเดี่ยวก็จู่โจมหัวใจดวงน้อย แต่ผู้เป็นพ่อได้ปลอบโยนว่า วันหนึ่งโลกของลูกจะกว้างใหญ่ขึ้น และลูกจะเติบโตขึ้นจนใส่ “เสื้อตัวโปรดของแม่” (Mum’s Jumper)” ที่ทิ้งไว้ให้ได้พอดี

นี่คือเรื่องราวจากหนังสือภาพเรื่อง “เสื้อตัวโปรดของแม่” (Mum’s Jumper) โดย เจด เพอร์กิ้น (Jayde Perkin) ซึ่งสำหรับ ดร. แคลร์ เอเธอร์ริงตัน (Dr. Clare Etherington) แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในอังกฤษ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นแค่หนังสือนนิทาน แต่มันคือ “ใบสั่งยา” สำหรับเด็กที่กำลังเผชิญความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
📖 Bibliotherapy: “วรรณกรรมบำบัด” จากผู้เชี่ยวชาญ
แนวคิดการใช้หนังสือเป็นเครื่องมือบำบัดรักษาโรคหรือเยียวยาจิตใจ (Bibliotherapy) ได้รับการรับรองและใช้งานอย่างเป็นทางการในสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี 2013 ภายใต้โครงการ “Reading Well Books on Prescription” ขององค์กรการกุศล Reading Agency ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขระดับชาติอย่าง NHS England
ที่ผ่านมา แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะจัดรายชื่อหนังสือที่ผ่านการคัดสรร เพื่อ “สั่งจ่าย” ให้กับผู้ป่วยไปหยิบยืมจากห้องสมุดประชาชนฟรี โดยครอบคลุมตั้งแต่โรคซึมเศร้า ภาวะสมองเสื่อม ไปจนถึงอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งมีผู้ป่วยหยิบยืมหนังสือในโครงการนี้ไปแล้วกว่า 2.3 ล้านครั้ง!
🧒 ขยายสู่อ้อมกอดของเยาวชน
ล่าสุด โครงการนี้ได้ขยายขอบเขตมาสู่กลุ่มเด็กเป็นครั้งแรก! โดยคัดเลือกหนังสือ 33 เล่ม (ซึ่งรวมถึง Mum’s Jumper) โดยความร่วมมือของทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรม และตัวเด็ก ๆ เอง เพื่อสนับสนุนสุขภาพจิตและสุขภาวะของเด็กอายุระหว่าง 7-11 ปี
รายชื่อหนังสือในโครงการ “Reading Well for Children” มีทั้งหนังสือนิทานและสารคดีที่ครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ตั้งแต่ความวิตกกังวล การกลั่นแกล้งกัน (Bullying) ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงความเข้าใจกลุ่มอาการต่าง ๆ เช่น สมาธิสั้น (ADHD) ออทิสติก และความบกพร่องทางร่างกาย
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การให้เด็กอ่านเงียบ ๆ คนเดียว แต่คือการ “เปิดประตูสู่บทสนทนา” ระหว่างเด็กกับพ่อแม่หรือผู้ดูแล เพื่อให้พวกเขากล้าพูดถึงความรู้สึกของตัวเอง และได้รับการสนับสนุนทางใจนอกเหนือจากในโรงพยาบาล หรือในระหว่างที่กำลังรอคิวเข้ารับการรักษาเฉพาะทาง
💬 สะพานเชื่อมใจ ในเวลาที่จำกัด
ดร. แคลร์ ทิ้งท้ายไว้ว่า หนังสือไม่ได้มาแทนที่การคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาหรือการรักษาทางการแพทย์โดยสิ้นเชิง แต่มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจในครอบครัวได้เป็นอย่างดี
“หมอมีเวลาตรวจคนไข้แค่คนละ 10 นาทีเท่านั้น (ถ้าโชคดี) เราไม่สามารถทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้นได้ในเวลานั้นหรอก การมีแหล่งข้อมูลดี ๆ แบบนี้อยู่ จึงมีประโยชน์มาก อย่างน้อยเมื่อหมดเวลาตรวจ เราก็ยังสามารถบอกคนไข้ได้ว่า… ‘ลองไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูสิ'”

